วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อันตรายจากงานพ่นสี Spray painting


สารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากการพ่นสีประกอบไปด้วย ละออง(Mist) และ ไอระเหย(Vapor)

1 .ละออง (Mist) เป็นอนุภาค ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ ในอดีตละอองมีองค์ประกอบของ Pigment ซึ่งได้แก่ตะกั่ว และโครเมียม สารทั้งสองตัวนี้ทำให้เกิดพิษในร่างกาย ระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย และทำให้เป็นโรคจากการทำงานและถึงขั้นเสียชีวิตได้

2. ไอระเหย (Vapor) มีรูปร่างไม่แน่นอนและสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลๆ โดยไอระเหยส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็น Iso cyanate, Ketone, Toluene และ Xylene สารดังกล่าวก่อให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แสบคัน ระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจ และผิวหนังได้ ตลอดจนทำให้เกิดพิษในโลหิต เป็นโรคไตและเป็นอาการเรื้อรังได้
ดังนั้นจึงควรสวมหน้ากาก กันละออง และไอระเหย ขณะพ่นสี 
 
   การเลือกหน้ากากในงานพ่นสีจำเป็นต้องพิจารณาถึง
  • ชนิดของสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้น
  • ระดับความเข้มข้นของสารอันตราย
  • ปริมาณออกซิเจนที่หายใจในสถานที่ทำงาน
  • ความพึงพอใจของผู้สวมใส่
  •  
  • หน้ากากที่เหมาะกับงานพ่นสียังสามารถแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด
  • 1. Air-Purifying Facepiece Respirator (ชนิดกรองอากาศให้บริสุทธิ์)

    1.1 ใช้แล้วทิ้ง (Disposable respirator)


    สิ่งที่ควรทราบ
    • หน้ากากชนิดนี้นำมาล้างหรือทำความสะอาดไม่ได้
    • มาตรฐานหน้ากากต้องได้รับมาตรฐานที่รับรองการป้องกันอนุภาคและไอระเหยได้ เช่น GP1
    • หน้ากากที่มีวาล์วระบายความร้อนจะช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายมากขึ้น
    • ควรเลือกที่แนบกระชับใบหน้า และไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการทำงาน หรือเป็นอุปสรรคในการสวมใส่ PPE อื่นๆ
    • ป้องกันได้ละออง และไอระเหยในระดับเจือจางเท่านั้น

    1.2. นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable respirator)



    สิ่งที่ควรทราบ
    • หน้ากากชนิดนี้นำมาใช้ใหม่ได้โดยการเปลี่ยนตัวกรอง อะไหล่ และทำความสะอาดได้(ยกเว้นตัวกรอง)
    • ตัวกรองและหน้ากากต้องได้รับมาตรฐานที่รับรองการป้องกันอนุภาคและไอระเหยได้
    • มีขนาดให้เลือก เพื่อความแนบกระชับใบหน้า และไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการทำงาน หรือเป็นอุปสรรคในการสวมใส่ PPE อื่นๆ
    • ปัจจุบันหน้ากากหลายชนิดเป็นซิลิโคนซึ่งเป็นวัสดุที่นุ่ม ใกล้เคียงผิวหนังมนุษย์ที่สุด ซึ่งช่วยเพิ่มความสบายและกระชับ
    • การหายใจอาจหายใจได้ไม่สะดวกเท่าหน้ากากไส้กรองคู่ แต่มีข้อดีในเรื่องน้ำหนัก และความสบายของผู้ใช้งาน
    1.3 Powered Air-Purifying Respirator


    สิ่งที่ควรทราบ
    • ประกอบไปด้วยที่คลุมศีรษะ,ท่อหายใจ,ชุดกรองอากาศ และแบตเตอรี่
    • อาศัยหลักการกรองอากาศจากภายนอก และส่งผ่านอากาศบริสุทธิ์ไปยังศีรษะ (Positive pressure)
    • หน้ากากชนิดนี้นำมาใช้ใหม่ได้โดยการเปลี่ยนตัวกรอง อะไหล่ และทำความสะอาดได้(ยกเว้นตัวกรอง)
    • ตัวกรองและที่คลุมศีรษะต้องได้รับมาตรฐานที่รับรองทั้งระบบ
    • ไม่ต้องคำนึงถึงความกระชับที่ใบหน้าเนื่องจากอากาศจะส่งผ่านออกรอบที่คลุมศีรษะตลอดเวลา
    • การหายใจสะดวกมากกว่าทั้งสองชนิดข้างต้น

    2. Supplied-air respirator (ชนิดส่งผ่านอากาศ)

    สิ่งที่ควรทราบ
    • ประกอบ ไปด้วยที่คลุมศีรษะ,ท่อหายใจ,อุปกรณ์ปรับแรงดัน,สายส่งผ่านอากาศ,ตัวกรอง /ควบคุมแรงดัน และแหล่งผลิตอากาศ (Compressor air, Plan air)
    • อาศัย หลักการส่งผ่านอากาศจากแหล่งกำเนิดผ่านระบบกรอง ไปยังอุปกรณ์ปรับแรงดัน และส่งผ่านท่อหายใจ และส่งอากาศบริสุทธิ์ไปยังศีรษะ (Positive pressure)
    • หน้ากากชนิดนี้นำมาใช้ใหม่ได้โดยการเปลี่ยนตัวกรอง อะไหล่ และทำความสะอาดได้(ยกเว้นตัว กรอง)
    • ไม่ต้องคำนึงถึงความกระชับที่ใบหน้าเนื่องจากอากาศจะส่งผ่านออกรอบที่คลุมศีรษะตลอดเวลา
    • หายใจได้สะดวกที่สุด
    • ใช้ได้ผลดีมากเนื่องจากช่วยลดอุณภูมิให้เย็นสบาย ทำให้ช่างพ่นสีพึงพอใจ ไม่ร้อนอบอ้าวขณะทำงาน
    • ข้อเสียการลงทุนค่อนข้างสูงในระยะแรก แต่คุ้มค่าในระยะยาวเพราะไม่ต้องเปลี่ยนตัวกรองบ่อยๆ

สามีภรรยาคู่หนึ่งรวยมากๆ แต่ต้องจูงมือไปฟอกไตทุกอาทิตย์ เพราะมีกิจการเป็นอู่พ่นสี ที่มีการระบายอากาศที่ไม่ดี และต้องสัมผัสตลอดเวลาโดยไ้ม่สวมใส่หน้ากาก ฟังแล้วชีวิตที่ดีที่สุดคือการไม่เกิดโรคภัยใดๆซึ่งวิเศษกว่าการมีเงินทอง มากๆ แต่เจ็บป่วย น่าสงสารครับ

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ออกแบบเครื่องมือตามหลัก การยศาสตร์




        
   การยศาสตร์
ได้รวมเนื้อหาวิชาหลาย ๆ สาขาที่เกี่ยวกับสภาพการทำงานที่สามารถทำให้พนักงานมีความสะดวกสบายและมีสุขภาพอนามัยดี รวมไปถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แสงสว่าง เสียงดัง อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน การออกแบบหน่วยที่ทำงาน การออกแบบเครื่องมือ การออกแบบเครื่องจักร การออกแบบเก้าอี้ และการออกแบบงาน 
        โดยใช้หลักการทางด้านชีววิทยา จิตวิทยา กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา เพื่อขจัดสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุทำให้พนักงานเกิดความไม่สะดวกสบาย ปวดเมื่อย หรือมีสุขภาพอนามัยที่ไม่ดี  

การออกแบบนั้นมีขั้นตอนหลักๆที่จะต้องทำมีดังต่อไปนี้ 
   -ออก แบบ เอกสารที่ใช้สอบถาม หรือ ใช้ประเมินลักษณะการทำงาน ก่อนที่จะทำการออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆนั้นจะต้องมีการสำรวจความต้องการของผู้ บริโภคก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สินค้าที่จะทำการผลิตนั้นๆควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้อง การของลูกค้ามากที่สุด หรือ เพื่อให้สามารถรู้ถึงปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปพัฒนาต่อไป 
   -วัด ค่าคุณสมบัติทางกายภาพของมนุษย์ที่จำเป็นสำหรับการออกแบบ คุณสมบัติทางกายภาพที่กล่าวถึงจะมีทั้ง มิติความกว้าง ความยาวของส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์ ขีดจำกัดในการเคลื่อนที่ ความสามารถในการรับน้ำนักฯลฯ ค่าข้อมูลเหล่านี้จะต้อง ทำการวัดค่าโดยใช้เครื่องมือเฉพาะของวิธีทางการยศาสตร์ เช่น การใช้เครื่องมือวัดมุม (Goniometer) เพื่อวัดค่าพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ หรือ เครื่องมือวัดขนาดร่างกาย (Anthropometer) เพื่อวัดความยาวในส่วนต่างๆของร่างกาย 
   -หา ค่ามาตรฐาน และ ค่าที่ยอมรับได้ วัตถุประสงค์ของการคำนวณหาค่าเหล่านี้ ก็เพื่อหานำค่าขนาด และ ค่าข้อมูลที่วัดได้จากกลุ่มตัวอย่างไปกำหนดเป็นค่ามาตรฐานในการให้ขนาด และ ลักษณะจำเพาะ กับผลิตภัณฑ์ที่จะออกแบบให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้นๆ  
   -การ ออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ในการออกแบบก็จะนำเอาค่ามาตรฐานที่ได้คำนวณไว้มาให้ขนาด หรือ ลักษณะจำเพาะของ ผลิตภัณฑ์ที่จะออกแบบ หรือ อาจจะนำข้อมูลมาตรฐานของลักษณะทางกายภาพได้จากฐานข้อมูลภาครัฐก็ได้เพราะใน ปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานเริ่มมีการ วิจัยหาข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ไว้มากพอสมควร สามารถนำมาใช้ให้ขนาดของผลิตภัณฑ์ ในเบื้องต้นได้ 
   -ประเมิน ประสิทธิภาพการใช้งานหลังจากได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยจะทำการประเมินในหลายๆ องค์ประกอบตามหลัก การยศาสตร์ โดยจะใช้องค์ประกอบใดประเมินก็ขึ้นอยู่กับว่า ผลิตภัณฑ์ที่เราออกแบบนั้นมันมีคุณสมบัติที่สัมพันธ์กับองค์ประกอบใดบ้าง เช่น การออกแบบเก้าอี้เพื่อลดอาการปวดหลังจากการนั่ง เราก็จะทำการวัดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการนั่งเก้าอี้โดยใช้เครื่องมือทาง การยศาสตร์วัด จากนั้นก็จะนำไปวิเคราะห์ว่าค่าที่ออกมานั้นมันให้นัยสำคัญอย่างไร เช่น เมื่อวัดค่าความล้าของกล้ามเนื้อออกมาแล้วนำไปเทียบกับค่าที่วัดได้จากการ นั่งเก้าอี้ธรรมดา แล้วมีค่าลดลง อาจสรุปได้ว่าอาการปวดหลังนั้นลดลง เป็นต้น


ตัวอย่างการออกแบบ เก้าอี้ว่าด้วยเรื่องของความสมดุลย์ของเก้าอี้มุมเอนหลังที่พอดี และการหมุนเคลื่อนไหวของเก้าอี้ในทิศทางต่างๆมาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบด้วย 

 เก้าอี้ที่ดี ต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้นั่งมีท่าทางทรวดทรงการนั่งที่ถูกต้องหรือท่าทางการ นั่งที่สมดุลย์ตามธรรมชาติของลำกระดูกสันหลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัวอักษร อังกฤษ ตัว “S” เมื่อมองจากทางด้านข้าง โดยที่หลังส่วนล่างที่เรียกว่า Lumbar Spines จะแอ่นเว้ามาทางด้านหน้า (ซึ่งหลังช่วงเอวที่แอ่นเว้าเข้ามาทางด้านหน้านี้ ศัพท์ทางด้านการยศาสตร์จะเรียกกันว่า Lumbar Lordosis) หลังช่วงเอวหรือส่วนล่างของตัว “s” นี่เองที่เป็นส่วนที่ต้องรองรับน้ำหนักตัวส่วนบน(ศรีษะ แขนและลำตัว) ทั้งหมดเอาไว้ และกล้ามเนื้อหลังส่วนเอวนี้ก็ต้องพยายามทำงานอย่างหนักคือทั้งหดทั้งดึง เพื่อรักษาแนวลำสันหลังรูปตัวเอสนี้เอาไว้ ไม่ให้เป็นตัวเอสหลังค่อม หรือตัวเอสหงายหลังจนเสียสมดุลย์ที่ดีไป

แล้วในช่วงลัมบาร์ ลอร์ดอซิสของมนุษย์แต่ละคนนั้นก็จะมีขนาดความยาวที่ไม่เท่ากันทุกคน ดังนั้นเก้าอี้เออร์กอนอมิกส์ที่ดีจักต้องมีการออกแบบและติดตั้งปุ่มบังคับ ควบคุมต่างๆ เอาไว้ให้ผู้นั่งสามารถที่จะปรับตำแหน่งของเก้าอี้ในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะแผ่นหรือพนักพิงหลังส่วนเอวให้มีขนาดมีความเหมาะสมสอดรับเข้าพอดี กับรูปทรงของหลังของแต่ละคนเพื่อให้การนั่งมีความสุขและความปลอดภัย และเพื่อช่วยบรรเทาหรือลดปริมาณความเค้นและความเครียดที่เกิดขึ้นกับกล้าม เนื้อต้นขา กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อหัวไหล่และกล้ามเนื้อต้นคอให้มีน้อยลงในขณะนั่ง

มุมเอนของพนักพิงหลัง (Backrest Angle)
เก้าอี้การยศาสตร์นั้นจะต้องเป็นเก้าอี้ที่สามารถปรับเอนได้ตามความต้อง การให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มุมเอนของพนักพิงนั้นควรจะเอนทำมุมกับแนวระนาบได้ตั้งแต่ 90 –110 องศาเป็นอย่างต่ำ(มุมที่วัดจากต้นขา(แกนนอน) กวาดไปถึงแผ่นหลัง(แกนตั้ง)) มุมเอนที่ปรับได้ตามความต้องการนี้จะช่วยลดความกดดัน(Pressure) ที่กระทำต่อแนวกระดูกสันหลังส่วนเอวแต่ละชิ้นและยังจะช่วยเสริมสร้างความสม ดุลย์ให้กับกล้ามเนื้อที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการนั่งอีกด้วย เพราะว่าร่างกายของผู้ที่นั่งเก้าอี้ยังคงสามารถรักษารูปทรงของแนวลำกระดูก สันหลังให้เป็นรูปตัว “S” ที่ดีเอาไว้ได้ในทุกท่วงท่าของการนั่ง

การขยับปรับแต่งเลื่อนได้ของเก้าอี้นั่ง (Seat Adjusting and Motion)
แม้ว่าคนเราจะนั่งอย่างถูกท่าทางตามหลักเออร์กอนอมิกส์แล้วก็ตาม แต่ถ้ายังคงนั่งในท่าทางเดิมๆ อยู่เป็นเวลายาวนานแล้วมันก็สามารถที่จะก่อให้เกิดภาวะความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันกับการนั่งเก้าอี้ที่ไม่ดี ดังนั้นการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเปลี่ยนแปลงอิริยาบถบ่อยๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ในร่างกายในขณะนั่งได้อย่างคล่องตัว และการ ”บิดขี้เกียจ” อยู่บ่อยครั้งนี้ก็จะช่วยป้องกันปัญหาอาการบาดเจ็บหลังเรื้อรังสะสมหรือ CTD ที่เกิดขึ้นในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง